แมนซิตี้จ่อรับทรัพย์50ล้านปอนด์ต่อปีจากพูม่า

สื่อตีข่าว แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่อรับทรัพย์มหาศาลจำนวน 50 ล้านปอนด์ต่อปีจากข้อตกลงกับบริษัทพูม่า เพื่อทำหน้าที่ในการผลิตชุดแข่งให้กับพวกเขาโดยงานนี้ “เรือใบสีฟ้า” เป็นรองแค่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ เชลซี เท่านนั้น

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เตรียมรับทรัพย์จำนวน 50 ล้านปอนด์ (ราว 2,250 ล้านบาท) ต่อปีจากการทำสัญญากับ พูม่า บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดังสัญชาติเยอรมนี เพื่อเป็นสปอนเซอร์ในการผลิตชุดแข่งให้กับทัพ “เรือใบสีฟ้า” ตั้งแต่ฤดูกาล 2019-20 เป็นต้นไป

สำหรับข้อตกลงทางการค้าถือเป็นการเจรจาที่มีมูลค่ามหาศาลที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์ แชมป์พรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2017-18 และยังทำให้พวกเขาเป็นทีมที่มีข้อตกลงทางการค้าสูงที่สุดเป็นอันดับ 3 รองจาก “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี เท่านั้น

มุนโด้ เดปอร์ติโบ สื่อชั้นนำในประเทศสเปน รายงานว่าข้อตกลงดังกล่าวจะครอบคลุมไปถึงทุกๆ สโมสรที่อยู่ในเครือของ ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ยกเว้น นิวยอร์ค ซิตี้ ทีมในศึกเมเจอร์ลีก ซอคเก้อร์ (เอ็มแอลเอส) ประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เนื่องจากสโมสรในลีกเมืองลุงแซม มีสัญญาผูกมัดอยู่กับ อาดิดาส ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในข้อตกลงระหว่างลีก กับบริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาระดับโลกสัญชาติด๊อยท์ช

ก่อนหน้านี้ เดลี่ เมล สื่อในอังกฤษ รายงานว่าเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ว่า สัญญาปัจจุบันของ แมนฯ ซิตี้ กับ ไนกี้ ซึ่งคาดว่าน่าจะมีมูลค่า 20 ล้านปอนด์ (ราว 900 ล้านบาท) ต่อปี แต่สำหรับสัญญาใหม่นี้ทำให้พวกเขาได้รับรายได้มากกว่า 2 เท่าจากบริษัทพูม่า

ทั้งนี้คาดว่า พูม่า ยังได้จ่ายเงินจำนวน 30 ล้านปอนด์ (ราว 1,350 ล้านบาท) ให้กับ อาร์เซน่อล ขณะเดียวกัน “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ได้บรรลุข้อตกลงกับไนกี้ บริษัทผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดังจากประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยจำนวนตัวเลขเท่ากันด้วย

“ตลาดซื้อขาย” ปิดก่อนเลยดีมั้ย? (คอลัมน์สนุกมือ / ธีรพัฒน์ อัครเศรณี)

ค่าตัว เนย์มาร์ ค่าตัว ลูกากู ราคากองหลังแต่ละรายที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซื้อใส่ทีม เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้หากย้อนไปเพียงเมื่อ 2-3 ปีก่อน

วงการลูกหนังอังกฤษเคยตกใจครั้งใหญ่ เมื่อราคานักฟุตบอลแตะระดับ 1 ล้านปอนด์เป็นคนแรก นั่นคือเมื่อปี 1979 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ของกุนซือไบรอัน คลัฟ ทุ่มซื้อ เทรเวอร์ ฟรานซิส จากเบอร์มิงแฮม เข้าสู่ทีม ผ่านมา 38 ปี แต่ตอนนี้ราคานั้นกลายเป็นเรื่องน่าหัวเราะไปแล้ว

อีกประเด็นสำคัญที่เกิดคือการเรียกร้องของกุนซืออย่าง เจอร์เก้น คล็อปป์ และโค้ชอีกหลายคนในพรีเมียร์ลีก ที่พากันเรียกร้องให้ “ตลาดนักเตะ” มีการปิดตัวลงก่อนวันที่ 31 สิงหาคม เลื่อนมาเป็นก่อนฤดูกาลจะเริ่มต้นขึ้น

สาเหตุคือถ้าปิดช้าเหมือนเดิมจะยิ่งสร้างความปั่นป่วนให้กับสโมสร และบรรดากุนซือต่างๆ หากเสียนักเตะไปในตอนฤดูกาลเริ่มต้น นอกจากปัญหาเรื่องทีมเวิร์คแล้ว ขวัญและกำลังใจในสโมสร รวมทั้งภารกิจในการหาคนแทนผู้ที่จะต้องย้ายออกไปนั้น กระทบกระเทือนต่อการเตรียมทีมและเกมลูกหนังเป็นอย่างยิ่ง

ถือเป็นข้อเสนอที่พิจารณาแล้วน่าสนใจครับ เพราะรูปแบบเดิมผมว่ามีลักษณะที่เอื้อประโยชน์ให้กับทีมที่มีเงินมากกว่า พอทุ่มซื้อดาราจากทีมหนึ่งได้ ทีมที่เสียนักเตะก็ต้องไปวิ่งวุ่นไปดึงแข้งจากทีมเล็กกว่าอื่นๆอีก วนเวียนไปอย่างนี้ “ปลาเล็ก” ที่ซื้อนักเตะทดแทนไม่ทันก็จะต้องเดือดร้อน ได้นอนกอดเงินแต่ต้องภาวนาไม่ให้ทีมกระทบกระเทือนจนถึงขั้นตกชั้น

นอกจากนี้หากเลื่อนเวลาขึ้นมา ประโยชน์ทางอ้อมคือการลดเวลาเตะถ่วงของบรรดาสโมสรที่ต้องการโก่งค่านักฟุตบอล ลดเวลาการเล่นสงครามจิตวิทยากันระหว่างนักเตะที่มีปัญหากับทีมอย่าง ดิเอโก้ คอสต้า และ เฟลิปเป้ คูตินโญ่ เอากันซะให้จบก่อนซีซั่นจะเปิด พอเริ่มไปแล้วจะได้โฟกัสกันแต่เรื่องฟุตบอลล้วนๆ